5 ตุลาคม 2569

จิตบำบัดช่วยอาการกระเพาะได้จริงไหม งานวิจัย CBT และสะกดจิตกับอาการอาหารไม่ย่อยเรื้อรัง

ภัทรภร กิจสุวรรณ

นักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร · CEO Merge Supplement

นักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผู้ก่อตั้งและซีอีโอแบรนด์ Merge ทำงานด้านการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลุ่มโปรไบโอติกส์และพรีไบโอติกส์ ที่มุ่งดูแลสมดุลระบบทางเดินอาหารจากต้นเหตุ บทความในเว็บไซต์นี้เรียบเรียงจากงานวิจัยและแหล่งอ้างอิงทางการแพทย์ที่ระบุไว้ท้ายบทความ เป็นข้อมูลเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์รายบุคคล

จิตบำบัดช่วยอาการกระเพาะได้จริงไหม งานวิจัย CBT และสะกดจิตกับอาการอาหารไม่ย่อยเรื้อรัง

ถ้าคุณปวดแน่นท้องเรื้อรัง แต่แพทย์ส่องกล้องแล้วไม่พบแผลหรือรอยโรคอะไร (เข้าข่าย Functional Dyspepsia) งานวิจัยแบบสุ่มหลายชิ้นพบว่าจิตบำบัด เช่น CBT และการสะกดจิตเพื่อทางเดินอาหาร ช่วยให้อาการดีขึ้นกว่าการดูแลตามปกติ แนวทางเวชปฏิบัติ ACG/CAG 2017 จึงแนะนำให้เสนอจิตบำบัดแก่ผู้ที่ใช้ยาแล้วไม่ดีขึ้น แต่ต้องรู้ไว้ด้วยว่าหลักฐานชุดนี้ถูกประเมินเป็นคุณภาพต่ำมาก และจิตบำบัดไม่ใช่ทางออกสำหรับแผลที่เกิดจากเชื้อ H. pylori หรือยา NSAIDs

TL;DR สรุปสั้น

  • 📊 ราว 20% ของประชากรทั่วโลกมีอาการอาหารไม่ย่อย พบมากขึ้นในผู้หญิง คนสูบบุหรี่ และคนที่ใช้ยากลุ่ม NSAIDs (ACG/CAG, Am J Gastroenterol, 2017)
  • 📊 แนวทาง ACG/CAG 2017 "แนะนำ" (conditional recommendation) ให้เสนอจิตบำบัดแก่ผู้ป่วย Functional Dyspepsia ที่ใช้ยาแล้วไม่ตอบสนอง โดยประเมินคุณภาพหลักฐานว่า ต่ำมาก (very low)
  • 📊 การวิเคราะห์รวมงานวิจัย 14 ชิ้น (1,434 คน) พบว่าจิตบำบัดทำให้อาการดีขึ้นมากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ (RR 1.74; 95% CI 1.12–2.72) และลดอาการวิตกกังวลกับซึมเศร้าได้ แต่ คุณภาพชีวิตไม่ต่างอย่างมีนัยสำคัญ (Wei, Front Psychol, 2022)
  • 📊 งานสุ่มเปรียบเทียบ 126 คนพบว่าการสะกดจิตเพื่อทางเดินอาหารทำให้อาการดีขึ้นเฉลี่ย 73% ที่ 56 สัปดาห์ เทียบกับ 34% (พูดคุยประคับประคอง) และ 43% (ยา) แต่เป็นงานขนาดเล็ก ทำในสถานพยาบาลเฉพาะทาง และมีผู้ออกจากงานวิจัยกลางทางมาก (Calvert, Gastroenterology, 2002)
  • ⭐ จิตบำบัดคือทางเลือกลำดับถัดไปสำหรับอาการที่ไม่มีรอยโรค ไม่ใช่ตัวแทนของการตรวจหา H. pylori แผล หรือสัญญาณอันตราย — ต้องผ่านการประเมินของแพทย์ก่อนเสมอ

⚠️ บทความนี้เป็นข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคล หากมีอาการปวดท้องเรื้อรังหรือเป็นซ้ำ ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงก่อน และห้ามหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง


ก่อนอ่านต่อ: จิตบำบัดใช้กับ "อาการกระเพาะ" แบบไหน

คำว่า "โรคกระเพาะ" ในภาษาไทยครอบคลุมอาการหลายแบบที่ต้นเหตุต่างกัน และหลักฐานของจิตบำบัดใช้ได้กับแค่กลุ่มเดียว

กลุ่มอาการต้นเหตุจิตบำบัดเกี่ยวข้องอย่างไร
แผลในกระเพาะ/ลำไส้เล็กส่วนต้นเชื้อ H. pylori และยา NSAIDs เป็นสองสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด (NIDDK, 2022)ไม่ใช่ตัวแก้ต้นเหตุ ต้องตรวจและรักษาตามแพทย์ — ดู H. pylori ติดต่อกันได้ไหม ตรวจยังไง
Functional Dyspepsia (FD)ส่องกล้องแล้วไม่พบรอยโรค เกี่ยวกับการทำงานและการรับความรู้สึกของกระเพาะที่ผิดจังหวะกลุ่มเดียวที่มีงานวิจัยรองรับ ตามที่สรุปในบทความนี้
กรดไหลย้อน (GERD)หูรูดหลอดอาหารคลายตัวผิดจังหวะ กรดไหลขึ้นไปบทความนี้ไม่ได้ศึกษาโดยตรง — ดู โรคกระเพาะกับกรดไหลย้อน ต่างกันอย่างไร

แนวทาง ACG/CAG 2017 นิยามไว้ชัดว่า ผู้ที่ ส่องกล้องแล้วไม่พบพยาธิสภาพ จะถูกจัดเป็น Functional Dyspepsia ดังนั้นการจะรู้ว่าตัวเองอยู่กลุ่มไหน ต้องผ่านการประเมินของแพทย์ก่อน ไม่ใช่เดาจากอาการเอง

ถ้าอยากเข้าใจว่าทำไมสมองกับกระเพาะถึงเกี่ยวกัน อ่านต่อที่ เครียดลงกระเพาะจริงไหม บทนี้จะไม่ทวนซ้ำ แต่จะโฟกัสว่า มีวิธีบำบัดอะไรที่ผ่านการทดสอบจริงแล้วบ้าง


แนวทางเวชปฏิบัติพูดถึงจิตบำบัดไว้ว่าอย่างไร

ACG (American College of Gastroenterology) ร่วมกับ CAG (Canadian Association of Gastroenterology) ออกแนวทางจัดการอาการอาหารไม่ย่อยปี 2017 โดยวางลำดับการดูแลไว้ดังนี้

ลำดับสิ่งที่แนะนำระดับคำแนะนำ / คุณภาพหลักฐาน
1อายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย ควรส่องกล้องเพื่อตัดโรคร้ายแรงออกConditional / ต่ำมาก
2อายุ ต่ำกว่า 60 ปี ตรวจหาเชื้อ H. pylori แบบไม่รุกล้ำ แล้วรักษาถ้าพบเชื้อStrong / สูง
3ถ้าไม่พบเชื้อ หรือหลังรักษาเชื้อแล้วยังมีอาการ ลองยาลดกรดกลุ่ม PPIStrong / สูง
4FD ที่ยังไม่ดีขึ้น ลองยาต้านเศร้ากลุ่ม tricyclic (TCA) หรือยากระตุ้นการเคลื่อนไหวของกระเพาะ (prokinetic)Conditional / ปานกลาง (TCA) และต่ำมาก (prokinetic)
5FD ที่ยังไม่ตอบสนองต่อการใช้ยา ให้เสนอจิตบำบัดConditional / ต่ำมาก
6ไม่แนะนำให้ใช้ยาสมุนไพร/การแพทย์ทางเลือกเป็นกิจวัตรสำหรับ FDConditional / ต่ำมาก

หมายเหตุ: แต่ละแถวสรุปจากข้อแนะนำคนละข้อในแนวทาง (ข้อ 1, 3, 4, 9–12 ในตารางสรุปของแนวทาง) ที่นี่จัดเรียงตามลำดับการลองเพื่อให้เห็นภาพรวม ไม่ใช่ตามเลขข้อ

หลักฐานที่คณะผู้จัดทำใช้

คณะผู้จัดทำรวบรวมงานวิจัยแบบสุ่มเกี่ยวกับจิตบำบัดใน FD ได้ 12 ชิ้น รวม 1,563 คน และรายงานว่า ทุกชิ้นพบประโยชน์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับกลุ่มเปรียบเทียบ (ส่วนใหญ่เทียบกับการดูแลตามปกติ) วิธีที่ใช้บ่อยที่สุดคือ CBT หรือจิตบำบัดรูปแบบอื่น

ในจำนวนนั้นมี 4 ชิ้น (789 คน ติดตาม 4–12 สัปดาห์) ที่รายงานผลแบบ "ยังมีอาการ" หรือ "ดีขึ้น" ซึ่งคำนวณรวมกันได้ว่า กลุ่มที่ได้จิตบำบัดยังมีอาการอยู่ 31.7% เทียบกับ 61.5% ในกลุ่มดูแลตามปกติ (RR 0.53; 95% CI 0.44–0.65)

📊 ตัวเลขนี้ฟังดูดี แต่ คณะผู้จัดทำเองประเมินคุณภาพหลักฐานตรงนี้เป็นระดับต่ำมาก ตารางประเมินคุณภาพของแนวทางระบุเหตุผลไว้ว่า ความเสี่ยงของอคติในงานที่รวมมาสูงมาก (very serious risk of bias) และผลระหว่างงานวิจัยไม่สอดคล้องกัน (I² มากกว่า 50%) นอกจากนี้ งานจิตบำบัดโดยทั่วไปปิดบังข้อมูลผู้เข้าร่วมได้ยาก และอาการที่วัดเป็นความรู้สึกของผู้ป่วยเอง จึงต้องอ่านอย่างระมัดระวัง นี่คือเหตุผลที่แนวทางวางจิตบำบัดไว้หลังการใช้ยา และใช้ระดับ "conditional" ไม่ใช่ "strong"


การวิเคราะห์รวมงานวิจัยล่าสุดพบอะไร

Wei และคณะ (2022) รวบรวมงานวิจัยแบบสุ่มที่ทดสอบจิตบำบัดใน FD จากฐานข้อมูล PubMed, Cochrane Library และ Embase ถึงเดือนกรกฎาคม 2021 ได้ 14 ชิ้น รวม 1,434 คน (กลุ่มที่ได้จิตบำบัด 717 คน กลุ่มเปรียบเทียบ 717 คน) วิธีที่รวมอยู่มีทั้งจิตบำบัด จิตบำบัดแบบบทบาทสมมติ (psychodrama) CBT การผ่อนคลาย และการสะกดจิต

ผลลัพธ์ที่วัดค่ารวมที่รายงาน (95% CI)อ่านว่าอย่างไร
อาการโดยรวมดีขึ้นRR 1.74 (1.12–2.72)โอกาสที่อาการดีขึ้นสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ
คะแนนอาการทางเดินอาหาร ณ สิ้นสุดการบำบัดSMD −0.98 (−1.29 ถึง −0.67)คะแนนอาการลดลงมากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ
คะแนนอาการช่วงติดตามผลSMD −1.06 (−1.55 ถึง −0.57)ผลยังคงอยู่ในช่วงติดตาม
ความวิตกกังวลSMD −0.80 (−1.38 ถึง −0.22)ลดลง
ภาวะซึมเศร้าSMD −1.11 (−1.62 ถึง −0.61)ลดลง
คุณภาพชีวิตSMD −0.59 (−1.74 ถึง 0.57)ไม่ต่างอย่างมีนัยสำคัญ (ช่วงความเชื่อมั่นคร่อมศูนย์)

(SMD ที่ติดลบ = คะแนนอาการ/ความวิตกกังวล/ซึมเศร้าต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ ยิ่งติดลบมากยิ่งต่างมาก)

ข้อจำกัดที่ผู้เขียนระบุเอง

  • ⭐ ความไม่สอดคล้องกันระหว่างงานวิจัยสูงมาก (I² สูงถึง 94% ในบางผลลัพธ์) แปลว่าตัวเลขรวมไม่ได้บอกว่า "ทุกคนจะดีขึ้นเท่านี้"
  • ⭐ ประโยชน์ที่ชัดเจนพบ เฉพาะกลุ่มจิตบำบัด ส่วนวิธีอื่นมีงานวิจัยน้อยกว่า ผู้เขียนสรุปว่าผลดูจะจำกัดอยู่ที่จิตบำบัด
  • ⭐ คุณภาพชีวิตซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยสนใจที่สุด ยังไม่พบว่าดีขึ้นชัดเจน

งานวิจัยสะกดจิตที่ถูกพูดถึงมากที่สุด

งานที่มีชื่อเสียงที่สุดในกลุ่มนี้คือของ Calvert และคณะ (2002) ตีพิมพ์ใน Gastroenterology และเป็นหนึ่งในงานที่ถูกนับรวมในแนวทาง ACG/CAG ด้วย

ออกแบบอย่างไร: ผู้ป่วย FD 126 คน ถูกสุ่มเข้า 3 กลุ่ม เป็นเวลา 16 สัปดาห์ ได้แก่ (1) การสะกดจิตเพื่อทางเดินอาหาร (2) พูดคุยประคับประคองร่วมกับยาหลอก (3) ยาลดกรดกลุ่ม H2 blocker แล้วติดตามต่อจนครบ 56 สัปดาห์

กลุ่มอาการดีขึ้น (ค่ากลาง) ที่ 16 สัปดาห์อาการดีขึ้น (ค่ากลาง) ที่ 56 สัปดาห์จำนวนที่ทำครบทุกช่วง
สะกดจิต59%73%26 คน
พูดคุยประคับประคอง + ยาหลอก41%34%24 คน
ยา33%43%29 คน

อ่านงานชิ้นนี้อย่างระมัดระวัง

  • ⚠️ จาก 126 คน มีเพียง 79 คนที่ทำครบทุกช่วง (26 + 24 + 29) ผู้เข้าร่วมจำนวนมากออกจากงานวิจัยกลางทาง ซึ่งอาจทำให้ผลดูดีเกินจริง
  • ⚠️ ขนาดตัวอย่างเล็ก และทำในสถานพยาบาลเฉพาะทาง บทสรุปของ AAFP ระบุข้อจำกัดไว้ว่าควรมีการทดสอบซ้ำในการดูแลระดับปฐมภูมิ
  • ⚠️ เป็นงานที่ทำในยุคเกณฑ์วินิจฉัย Rome I ซึ่งเกณฑ์ปัจจุบัน (Rome IV) ต่างออกไป
  • ⭐ การสะกดจิตในงานวิจัยนี้คือการบำบัดทางคลินิกที่ทำโดยผู้เชี่ยวชาญตามโปรแกรมที่กำหนด ไม่เหมือนการสะกดจิตเพื่อความบันเทิง และไม่ใช่สิ่งที่ทำเองจากคลิปออนไลน์แล้วจะได้ผลแบบเดียวกัน

จิตบำบัดแต่ละแบบต่างกันอย่างไร และหลักฐานแน่นแค่ไหน

วิธีทำอะไรหลักฐานใน FD
CBT (Cognitive Behavioral Therapy)ฝึกสังเกตความคิดและพฤติกรรมที่กระตุ้นหรือขยายอาการ แล้วปรับวิธีรับมือเป็นวิธีที่ใช้บ่อยที่สุดในงานวิจัยที่แนวทาง ACG/CAG รวบรวม
สะกดจิตเพื่อทางเดินอาหาร (gut-directed hypnotherapy)ใช้การผ่อนคลายลึกและจินตภาพนำทาง เพื่อปรับการรับรู้ความรู้สึกจากทางเดินอาหารมีงานสุ่มที่เด่นที่สุดคือ Calvert 2002 (ข้อจำกัดตามที่ระบุข้างบน)
การผ่อนคลายเฉพาะทาง (relaxation therapy)ฝึกกล้ามเนื้อและการหายใจให้ผ่อนคลายรวมอยู่ในการวิเคราะห์รวม แต่ผู้เขียนระบุว่าจำนวนงานวิจัยน้อยกว่าจิตบำบัด
การฝึกสติ (mindfulness)ฝึกให้ความสนใจกับปัจจุบันโดยไม่ตัดสินมีงานวิจัยขนาดเล็กอยู่บ้าง แต่ยังไม่มีหลักฐานแน่นเท่าวิธีข้างบน

ถ้าสนใจ ควรเริ่มอย่างไร

  1. ตรวจแยกต้นเหตุก่อน พบแพทย์เพื่อประเมินว่าอาการอยู่กลุ่มไหน ตรวจหาเชื้อ H. pylori ทบทวนยาที่ใช้อยู่ (โดยเฉพาะ NSAIDs) และส่องกล้องตามที่แพทย์เห็นควร — ผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีอาการอาหารไม่ย่อย แนวทางแนะนำให้ส่องกล้องเพื่อตัดโรคร้ายแรงออก
  2. ลองแนวทางที่แพทย์ให้ก่อน เช่น การรักษาเชื้อ H. pylori ถ้าพบเชื้อ และยาลดกรดตามระยะที่แพทย์กำหนด อย่าหยุดยาเอง — ดู กินยาลดกรดนาน ๆ อันตรายไหม
  3. ถ้ายังไม่ดีขึ้น หรืออาการแย่ลงชัดเจนเวลาเครียดหรือวิตกกังวล ลองถามแพทย์เรื่องการส่งต่อไปพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาคลินิก และสอบถามว่ามีการทำ CBT หรือการสะกดจิตเพื่อทางเดินอาหารหรือไม่ ผู้ให้บริการควรเป็นผู้ที่ผ่านการอบรมและมีประสบการณ์กับอาการทางเดินอาหาร (หลักฐานที่ยกมาในบทนี้เป็นการบำบัดที่จัดโดยผู้เชี่ยวชาญ)
  4. จดบันทึกอาการและสิ่งที่กระตุ้น เช่น เวลา มื้ออาหาร ยาที่กิน ระดับความเครียดและการนอน ช่วยให้แพทย์และนักบำบัดมองเห็นรูปแบบได้เร็วขึ้น
  5. ตั้งความคาดหวังตามจริง ผลในงานวิจัยคือ "ดีขึ้นโดยเฉลี่ย" ไม่ได้รับประกันว่าอาการจะหมดไป และคุณภาพชีวิตอาจไม่ดีขึ้นทันที

ส่วนที่ทำเองที่บ้านได้และมีความเสี่ยงต่ำ เช่น การหายใจช้า ๆ ก่อนมื้ออาหาร หรือการนวดกดจุดเบา ๆ ไม่ได้มีงานวิจัยเฉพาะที่ยืนยันว่าเทียบเท่าจิตบำบัด แต่ถ้าสนใจ อ่านเพิ่มได้ที่ หายใจลึกกระตุ้นเส้นประสาทเวกัส ช่วยท้องได้ไหม และ กดจุดฝังเข็มช่วยปวดท้องได้ไหม

เมื่อไหร่ไม่ควรรอลองจิตบำบัด ให้พบแพทย์ก่อน

แนวทาง ACG/CAG ยกตัวอย่างสัญญาณเตือนที่ต้องประเมินเพิ่มไว้ เช่น น้ำหนักลด ซีดหรือโลหิตจาง กลืนลำบาก อาเจียนต่อเนื่อง ส่วนอาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายดำเป็นสัญญาณที่ควรพบแพทย์โดยเร็ว อย่าเหมาว่าเป็นเรื่องความเครียด — อ่านเพิ่มที่ ปวดท้องแบบไหนต้องไปหาหมอ


แล้วอาหารเสริมเข้ามาเกี่ยวตรงไหน

⭐ ส่วนนี้คือจุดยืนของแบรนด์ ไม่ใช่ข้อสรุปทางการแพทย์

แนวทาง ACG/CAG 2017 ไม่แนะนำให้ใช้ยาสมุนไพรหรือการแพทย์ทางเลือกเป็นกิจวัตรสำหรับ FD (หลักฐานคุณภาพต่ำมาก เพราะวิธีที่ศึกษามีหลากหลายเกินกว่าจะสรุปได้) เรายึดตามนั้น และ ไม่เคลมว่าผลิตภัณฑ์ของเราช่วยเรื่องความเครียด ความวิตกกังวล หรือใช้แทนจิตบำบัดได้

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่าง AB-ZISS (โปรไบโอติกส์) และ AB-ZOODS (พรีไบโอติกส์เม็ดฟู่ ไม่มีน้ำตาล) เป็นเพียงตัวช่วยด้านการดูแลสมดุลของระบบย่อยอาหารควบคู่กับการปรับพฤติกรรมและคำแนะนำของแพทย์ ไม่ใช่ยา และไม่ใช่ทางเลือกแทนการตรวจหาต้นเหตุหรือการบำบัดข้างต้น


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: จิตบำบัดใช้แทนยาได้ไหม? A: ไม่ได้ แนวทาง ACG/CAG วางจิตบำบัดไว้สำหรับ FD ที่ ใช้ยาแล้วไม่ตอบสนอง ไม่ได้แนะนำให้ใช้แทนยา และไม่ควรหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง ถ้าต้องการปรับยา ให้ปรึกษาแพทย์

Q: ถ้าอาการของฉันเกิดจากเชื้อ H. pylori หรือแผล จิตบำบัดช่วยไหม? A: ไม่ใช่ตัวแก้ต้นเหตุ งานวิจัยที่ยกมาทั้งหมดศึกษาใน Functional Dyspepsia คือกลุ่มที่ส่องกล้องแล้วไม่พบรอยโรค ถ้าพบเชื้อหรือแผล ต้องตรวจและรักษาต้นเหตุตามแพทย์เป็นลำดับแรก ดู H. pylori ติดต่อกันได้ไหม ตรวจยังไง

Q: ใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเห็นผล? A: ในงาน 4 ชิ้นที่แนวทาง ACG/CAG นำมาคำนวณรวมมีการติดตาม 4–12 สัปดาห์ และงานสะกดจิตของ Calvert ใช้เวลา 16 สัปดาห์แล้วติดตามต่อถึง 56 สัปดาห์ ระยะเวลาจริงของแต่ละคนต่างกัน และไม่มีใครรับประกันผลได้

Q: สะกดจิตที่เห็นในคลิปออนไลน์หรือที่คลินิกทั่วไป ใช้ได้เหมือนในงานวิจัยไหม? A: ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน การสะกดจิตในงานวิจัยเป็นโปรแกรมบำบัดทางคลินิกเฉพาะสำหรับทางเดินอาหาร ทำโดยผู้เชี่ยวชาญ หากสนใจ ควรสอบถามผู้ให้บริการเรื่องการอบรมและประสบการณ์กับอาการทางเดินอาหาร และปรึกษาแพทย์ที่ดูแลคุณด้วย

Q: ถ้าไม่ได้เครียดหรือวิตกกังวลเลย ยังเป็น Functional Dyspepsia ได้ไหม? A: ได้ FD ไม่ได้ต้องมีความเครียดเป็นเงื่อนไข และความสัมพันธ์ระหว่างสมองกับทางเดินอาหารไปได้ทั้งสองทาง — ดูรายละเอียดที่ เครียดลงกระเพาะจริงไหม การมีอาการเรื้อรังก็อาจทำให้วิตกกังวลได้เอง ไม่ได้แปลว่าคุณ "คิดไปเอง"


อ่านต่อ


แหล่งอ้างอิง

  1. Moayyedi P, Lacy BE, Andrews CN, Enns RA, Howden CW, Vakil N. ACG and CAG Clinical Guideline: Management of Dyspepsia. American Journal of Gastroenterology. 2017;112(7):988-1013. (ข้อแนะนำข้อ 11 เรื่องจิตบำบัด และข้อ 12 เรื่องการแพทย์ทางเลือก) https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/28631728/
  2. Wei Z, Xing X, Tantai X, et al. The Effects of Psychological Interventions on Symptoms and Psychology of Functional Dyspepsia: A Systematic Review and Meta-Analysis. Frontiers in Psychology. 2022;13:827220. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC9024246/
  3. Calvert EL, Houghton LA, Cooper P, Morris J, Whorwell PJ. Long-term improvement in functional dyspepsia using hypnotherapy. Gastroenterology. 2002;123:1778-1785. https://mayoclinic.elsevierpure.com/en/publications/long-term-improvement-in-functional-dyspepsia-using-hypnotherapy
  4. Hypnotherapy Effective for Functional Dyspepsia (สรุปงานของ Calvert 2002). American Family Physician. 2003. https://www.aafp.org/pubs/afp/issues/2003/0515/p2203a.html
  5. National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases (NIDDK), NIH. Symptoms & Causes of Peptic Ulcers (Stomach Ulcers). Last reviewed September 2022. https://www.niddk.nih.gov/health-information/digestive-diseases/peptic-ulcers-stomach-ulcers/symptoms-causes

ข้อความกำกับตามข้อกำหนด ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไม่มีผลในการบำบัด บรรเทา หรือรักษาโรค ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคล · อ่านคำเตือนบนฉลากก่อนบริโภค เนื้อหานี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำของแพทย์ได้ หากมีอาการผิดปกติ เรื้อรัง หรือเป็นซ้ำ ควรปรึกษาแพทย์

มีคำถามเรื่องการดูแลกระเพาะหรือกรดไหลย้อน?

ปรึกษาทีมงาน Merge หรือสั่งซื้อแบบเก็บเงินปลายทางได้ทาง LINE

ปรึกษา / สั่งซื้อทาง LINE

เพิ่มเพื่อนแล้วพิมพ์ WEBMD — แอดมินดูแลต่อทันที