29 สิงหาคม 2569

กรดไหลย้อนในคนท้อง เกิดจากอะไร ดูแลตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัยกับลูก

แพทย์หญิงศรัณย์พร กมลวิศิษฎ์

แพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารและตับ

แพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารและตับ ให้ความรู้เรื่องโรคกระเพาะ กรดไหลย้อน และการดูแลระบบทางเดินอาหารอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์

กรดไหลย้อนในคนท้อง เกิดจากอะไร ดูแลตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัยกับลูก

คุณแม่ตั้งครรภ์เป็นกรดไหลย้อนได้บ่อยมาก สาเหตุหลักมาจากฮอร์โมนช่วงตั้งครรภ์ที่ทำให้หูรูดหลอดอาหารคลายตัวและการย่อยอาหารช้าลง ร่วมกับมดลูกที่ขยายไปกดเบียดกระเพาะ การดูแลเน้นที่การปรับพฤติกรรมเป็นหลัก และไม่ควรซื้อยากินเอง ควรปรึกษาแพทย์เสมอ

TL;DR สรุปสั้น

  • 📊 กรดไหลย้อนพบได้ราว 26% ในไตรมาสแรก เพิ่มเป็น 36% ในไตรมาสสอง และ 51% ในไตรมาสสาม (Cleveland Clinic; Thélin & Richter, 2022) — ยิ่งท้องแก่ยิ่งเป็นมากขึ้น
  • กลไกหลัก 3 อย่าง: ฮอร์โมน (โปรเจสเตอโรน) คลายหูรูดหลอดอาหาร, การย่อยอาหารช้าลง, และ มดลูกกดเบียดกระเพาะ
  • ดูแลด้วยการ ปรับพฤติกรรมเป็นหลัก — กินทีละน้อย ไม่นอนทันทีหลังอาหาร หนุนหัวสูง เลี่ยงของทอด/มัน/คาเฟอีน
  • ⚠️ ไม่ควรซื้อยากินเอง (ทั้งยาแก้ปวดและยาอื่น ๆ) ในช่วงตั้งครรภ์ — ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

⚠️ บทความนี้เป็นข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคล คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอาการควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลครรภ์ของตนเอง


ทำไมคนท้องถึงเป็นกรดไหลย้อนบ่อย

ช่วงตั้งครรภ์ร่างกายเปลี่ยนแปลงหลายอย่างพร้อมกัน ทำให้กรดไหลย้อนเกิดง่ายขึ้นจาก 3 กลไกหลัก:

  1. ฮอร์โมนคลายหูรูดหลอดอาหาร — ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ทำให้หูรูดส่วนล่างของหลอดอาหาร (ประตูกั้นระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะ) คลายตัวมากกว่าปกติ กรดในกระเพาะจึงไหลย้อนขึ้นมาได้ง่าย (Cleveland Clinic, 2024)
  2. การย่อยอาหารช้าลง — ฮอร์โมนช่วงตั้งครรภ์ยังทำให้กระเพาะบีบตัวและระบายอาหารช้าลง อาหารค้างอยู่ในกระเพาะนานขึ้น จึงมีโอกาสไหลย้อนมากขึ้น (Thélin & Richter, 2022)
  3. มดลูกกดเบียดกระเพาะ — เมื่อครรภ์โตขึ้น มดลูกที่ขยายตัวจะดันและเบียดกระเพาะอาหารจากด้านล่าง เพิ่มแรงดันในช่องท้องและดันกรดขึ้นมา

ด้วยเหตุนี้อาการจึงมัก เริ่มตั้งแต่ไตรมาสแรก ๆ และเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อท้องแก่ ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขความชุกที่เพิ่มขึ้นตามไตรมาส

ฟังคำอธิบายกลไกจากแพทย์เฉพาะทางได้ในคลิปนี้:

อาการที่พบบ่อยในคุณแม่ตั้งครรภ์

อาการลักษณะ
แสบร้อนบริเวณยอดอกรู้สึกแสบร้อนกลางอก มักเป็นหลังอาหารหรือตอนเอนตัว
เรอเปรี้ยว / ขมในลำคอมีรสเปรี้ยวหรือขมย้อนขึ้นมาที่คอ
อาเจียนเป็นน้ำย่อยหรือเศษอาหารบางรายมีน้ำย่อย/อาหารย้อนออกมา

อาการเหล่านี้แม้จะรบกวนคุณภาพชีวิต แต่ส่วนใหญ่ ดูแลได้ด้วยการปรับพฤติกรรม และมักดีขึ้นหลังคลอด

ดูแลตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัยกับลูก

แนวทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์คือ เริ่มจากการปรับพฤติกรรมก่อนเสมอ (lifestyle modification เป็นการรักษาลำดับแรกตามแนวทางเวชปฏิบัติ — Thélin & Richter, 2022):

  • กินทีละน้อย แต่บ่อยขึ้น — เลี่ยงมื้อใหญ่ที่ทำให้กระเพาะตึงและดันกรดขึ้น
  • เลือกอาหารย่อยง่าย — ลดของทอด ของมัน และไขมันสูง รวมถึงเลี่ยงอาหารกระตุ้นอาการ เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ช็อกโกแลต
  • งดคาเฟอีน ชา กาแฟ เท่าที่ทำได้ เพราะกระตุ้นให้หูรูดคลายตัว
  • ไม่นอนทันทีหลังอาหาร — ควรเว้นอย่างน้อย 2–3 ชั่วโมงก่อนเอนตัวหรือเข้านอน (อ่านเพิ่ม: กินข้าวก่อนนอนกี่ชั่วโมงถึงปลอดภัย)
  • หนุนหัวเตียงให้สูงขึ้น ประมาณ 6–10 นิ้วเมื่อมีอาการมาก เพื่อใช้แรงโน้มถ่วงช่วยลดการไหลย้อน (อ่านวิธีที่ถูกต้อง: ยกหัวเตียงกี่นิ้วช่วยกรดไหลย้อน)

ดูวิธีดูแลตัวเองแบบเข้าใจง่ายจากแพทย์เฉพาะทางในคลิปนี้:

เรื่องยา — ต้องระวังเป็นพิเศษ

⚠️ ช่วงตั้งครรภ์ไม่ควรซื้อยากินเอง ไม่ว่าจะเป็นยาแก้ปวดหรือยาใด ๆ เพราะยาบางชนิดอาจมีผลต่อลูกในครรภ์ หากมีอาการเจ็บป่วยหรืออาการกรดไหลย้อนรบกวนมาก ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลครรภ์ก่อนเสมอ แพทย์จะพิจารณายาที่เหมาะสมและปลอดภัยเป็นรายบุคคล (เช่น กลุ่มยาลดกรดบางชนิดที่ใช้ได้ภายใต้คำแนะนำแพทย์ — US Pharmacist, 2021)

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์

ควรปรึกษาแพทย์หากมีอาการเหล่านี้: กลืนลำบากหรือเจ็บเวลากลืน · น้ำหนักไม่ขึ้นตามเกณฑ์หรือกินได้น้อยมาก · อาเจียนรุนแรงต่อเนื่อง · อาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายดำ · อาการรบกวนการนอนและการใช้ชีวิตมาก — เพราะบางอาการอาจไม่ได้มาจากกรดไหลย้อนเพียงอย่างเดียว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: กรดไหลย้อนตอนท้องอันตรายกับลูกไหม? A: อาการกรดไหลย้อนเองมักไม่เป็นอันตรายต่อลูกโดยตรง และส่วนใหญ่ดีขึ้นหลังคลอด แต่หากกินได้น้อยมากจนน้ำหนักไม่ขึ้น หรือมีอาการรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลครรภ์

Q: อาการจะหายเมื่อไหร่? A: อาการมักเป็นมากขึ้นเมื่อท้องแก่ (ไตรมาสสาม) และมักทุเลาลงหลังคลอด เมื่อฮอร์โมนและแรงดันจากมดลูกกลับสู่ภาวะปกติ

Q: กินยาลดกรดที่ซื้อเองได้ไหม? A: ไม่แนะนำให้ซื้อยากินเองในช่วงตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เพราะต้องเลือกชนิดและขนาดยาที่ปลอดภัยกับครรภ์

Q: ปรับพฤติกรรมแล้วยังไม่ดีขึ้นทำอย่างไร? A: หากปรับพฤติกรรมเต็มที่แล้วอาการยังรบกวนมาก ควรพบแพทย์เพื่อประเมินและพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมต่อไป ไม่ควรเพิ่มยาเอง

แหล่งอ้างอิง

  1. Cleveland Clinic. Heartburn During Pregnancy: Causes & Treatment. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/12011-heartburn-during-pregnancy
  2. Thélin C, Richter JE. Evidence-based treatment recommendations for gastroesophageal reflux disease during pregnancy: A review. Medicine (Baltimore). 2022. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC9410683/
  3. UT Southwestern Medical Center. Tips to manage heartburn, GERD in pregnancy. https://utswmed.org/medblog/heartburn-gerd-pregnancy/
  4. U.S. Pharmacist. OTC Medications for GI Disorders in Pregnancy. https://www.uspharmacist.com/article/otc-medications-for-gi-disorders-in-pregnancy

ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอาการควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลครรภ์ของตนเองก่อนตัดสินใจทุกครั้ง