30 สิงหาคม 2569
ยาชุดทำไมถึงมีผลกับโรคกระเพาะ อันตรายจาก NSAIDs และสเตียรอยด์ในซองเดียว
แพทย์หญิงศรัณย์พร กมลวิศิษฎ์
แพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารและตับ
แพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารและตับ ให้ความรู้เรื่องโรคกระเพาะ กรดไหลย้อน และการดูแลระบบทางเดินอาหารอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์
ยาชุดทำไมถึงมีผลกับโรคกระเพาะ อันตรายจาก NSAIDs และสเตียรอยด์ในซองเดียว
ยาชุดมักผสมยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs และยาสเตียรอยด์ไว้ในซองเดียวโดยผู้ซื้อไม่รู้ว่ามีตัวยาอะไรบ้าง ทั้งสองกลุ่มไปลดสารพรอสตาแกลนดินที่ปกป้องเยื่อบุกระเพาะ เมื่อกินร่วมกันความเสี่ยงเกิดแผลในกระเพาะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ อย.จัดยาชุดเป็นของอันตราย จึงไม่ควรซื้อกินเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง
TL;DR สรุปสั้น
- 📊 อย. ตรวจพบว่า "ยาชุด" ที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริงหลายรายการมีการ ลอบผสมสเตียรอยด์และยากลุ่ม NSAIDs โดยผู้ซื้อไม่รู้ตัว (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา, 2565)
- 📊 NSAIDs ทำร้ายกระเพาะโดยยับยั้งเอนไซม์ COX-1 ทำให้พรอสตาแกลนดินที่ปกป้องเยื่อบุลดลง (Sinha et al., 2013)
- 📊 สเตียรอยด์ ก็กดการสร้างพรอสตาแกลนดินปกป้องกระเพาะ ลดการสร้างเมือกและไบคาร์บอเนต และรบกวนการซ่อมแซมเยื่อบุเช่นกัน (Guslandi, 2013)
- 📊 การกิน สเตียรอยด์ร่วมกับ NSAIDs เพิ่มความเสี่ยงแผลในกระเพาะเป็นราว 15 เท่า เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ใช้ยาทั้งสองกลุ่ม (Piper et al., Ann Intern Med, 1991)
- ⭐ อันตรายที่ซ่อนอยู่ของยาชุดคือ "ไม่รู้ว่ากินอะไรเข้าไป" ทำให้ได้ยาที่ทำร้ายกระเพาะพร้อมกันหลายตัวโดยไม่มีใครประเมินความเสี่ยงให้
⚠️ บทความนี้เป็นข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยของแพทย์ได้ ไม่ควรซื้อยาชุดหรือยาแก้ปวดมากินเอง หากมีอาการปวดเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
"ยาชุด" คืออะไร ทำไมถึงยังมีขายอยู่
ยาชุด คือยาหลายชนิดที่ถูกจัดรวมใส่ซองเดียวขายให้กินพร้อมกันในครั้งเดียว มักพบตามร้านค้าทั่วไป ร้านชำ หรือแหล่งขายที่ไม่มีเภสัชกร โดยจัดมาตาม "อาการ" เช่น ชุดแก้ปวดเมื่อย ชุดแก้ปวดข้อ ชุดแก้หวัด จุดขายคือกินแล้วรู้สึกดีขึ้นเร็ว ราคาถูก และหาซื้อง่าย
📊 ปัญหาสำคัญคือ ผู้ซื้อมักไม่รู้ว่าในซองมีตัวยาอะไรบ้าง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เคยออกประกาศเตือน (พ.ศ. 2565) ว่าตรวจพบผลิตภัณฑ์ประเภทยาชุดที่โฆษณาสรรพคุณเกินจริง และพบการ ลอบผสมสเตียรอยด์และยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ปนอยู่ ซึ่งเป็นยาอันตรายที่ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์หรือเภสัชกร
⭐ พูดง่าย ๆ คือ การกินยาชุดเท่ากับ "ยอมกินยาที่ไม่รู้ว่าคืออะไร" หลายตัวพร้อมกัน กระเพาะจึงต้องรับภาระจากยาหลายตัวในเวลาเดียวกันโดยไม่มีใครประเมินให้ว่าเหมาะกับร่างกายเราหรือไม่
ในซองยาชุดมักมียาอะไรบ้าง
แม้ส่วนผสมจะต่างกันไปในแต่ละชุด แต่กลุ่มยาที่มักพบและเป็นตัวการต่อกระเพาะโดยตรงคือ 2 กลุ่มนี้
| กลุ่มยาที่มักพบในยาชุด | ผลต่อกระเพาะอาหาร |
|---|---|
| ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น ยาแก้ปวดข้อ ปวดเมื่อย) | ลดพรอสตาแกลนดินที่ปกป้องเยื่อบุกระเพาะ เพิ่มความเสี่ยงแผลและเลือดออก |
| สเตียรอยด์ (มักลอบผสมเพื่อให้รู้สึกหายปวด/หายบวมเร็ว) | กดการสร้างเมือก ไบคาร์บอเนต และการซ่อมแซมเยื่อบุ ทำให้เกราะป้องกันอ่อนแอ |
(ที่มา: อย., 2565; Sinha et al., 2013; Guslandi, 2013)
📊 นอกจากสองกลุ่มนี้ ยาชุดบางชุดยังอาจมีทั้งยาแก้ปวดหลายตัวซ้ำซ้อน ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือแม้แต่ยาปฏิชีวนะรวมอยู่ด้วย การได้ยาแก้ปวดที่ออกฤทธิ์แบบเดียวกันหลายตัวพร้อมกัน ยิ่งเพิ่มปริมาณยาที่ระคายเยื่อบุกระเพาะเข้าไปอีก
สเตียรอยด์ทำร้ายกระเพาะยังไง
หลายคนเข้าใจว่ามีแต่ยาแก้ปวด NSAIDs เท่านั้นที่กัดกระเพาะ แต่จริง ๆ แล้วสเตียรอยด์ก็มีส่วนทำให้เกราะป้องกันกระเพาะอ่อนแอลงเช่นกัน
📊 บทความทบทวนของ Guslandi ใน World Journal of Gastrointestinal Pharmacology and Therapeutics (2013) อธิบายว่าสเตียรอยด์ส่งผลต่อกระเพาะผ่านหลายทางพร้อมกัน:
- ยับยั้งการสร้างพรอสตาแกลนดินชนิดที่ปกป้องเยื่อบุกระเพาะ ซึ่งเป็นสารตัวเดียวกับที่ NSAIDs ไปกด
- ลดการสร้างเมือกและสารไบคาร์บอเนต ที่คอยเคลือบและปรับสมดุลกรดที่ผิวเยื่อบุ
- รบกวนการสร้างหลอดเลือดใหม่และการซ่อมแซมเซลล์เยื่อบุ ทำให้แผลหายช้าลง
📊 อย่างไรก็ตาม Guslandi (2013) ระบุว่าสเตียรอยด์ที่ใช้ "เดี่ยว ๆ" มักก่อแผลก็ต่อเมื่อใช้ต่อเนื่องนานเกิน 1 เดือนและได้รับยารวมเกิน 1,000 มก. สอดคล้องกับผลการวิเคราะห์อภิมานในทศวรรษ 1990 ที่พบว่าความเสี่ยงแผลจากสเตียรอยด์เดี่ยว ๆ ไม่ต่างจากคนที่ไม่ได้ใช้ยาอย่างมีนัยสำคัญ — ปัญหาจริงจะรุนแรงขึ้นมากเมื่อมันไปเจอกับ NSAIDs ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยในยาชุด
ทำไม NSAIDs + สเตียรอยด์ในซองเดียวถึงอันตรายเป็นทวีคูณ
นี่คือหัวใจของเรื่อง เพราะยาชุดจำนวนมากมีทั้งสองกลุ่มนี้อยู่พร้อมกันโดยผู้กินไม่รู้ตัว
📊 การศึกษาแบบ nested case-control ของ Piper และคณะ ตีพิมพ์ใน Annals of Internal Medicine (1991) ซึ่งเป็นงานอ้างอิงคลาสสิกด้านนี้ พบว่า:
- คนที่ใช้สเตียรอยด์ โดยไม่ได้ใช้ NSAIDs มีความเสี่ยงแผลในกระเพาะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย (ราว 1.1 เท่า ซึ่งไม่ต่างจากคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ)
- แต่คนที่ใช้สเตียรอยด์ ร่วมกับ NSAIDs มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็นราว 4.4 เท่า เมื่อเทียบกับคนที่ใช้ NSAIDs อย่างเดียว
- และเมื่อเทียบกับคนที่ ไม่ได้ใช้ยาทั้งสองกลุ่มเลย ผู้ที่ใช้สเตียรอยด์ร่วมกับ NSAIDs มีความเสี่ยงแผลในกระเพาะสูงถึงประมาณ 15 เท่า
⭐ ตัวเลขนี้อธิบายว่าทำไมยาชุดถึงอันตรายต่อกระเพาะเป็นพิเศษ เพราะมันไม่ได้ทำร้ายกระเพาะแบบ "บวกกัน" แต่เป็นแบบ เสริมฤทธิ์กัน (synergistic) — เกราะป้องกันของกระเพาะถูกทำลายจากสองทางพร้อมกัน ในขณะที่คนกินคิดว่าแค่ "กินยาแก้ปวดหนึ่งซอง"
กลไกที่ NSAIDs ทำลายเกราะกระเพาะโดยละเอียด อ่านต่อได้ที่ กินยาแก้ปวดแล้วปวดท้อง NSAIDs ทำร้ายกระเพาะยังไง และทำความเข้าใจ เกราะกระเพาะ 3 ชั้นคืออะไร ทำไมพังแล้วแสบ
ทำไมยาชุดถึงอันตรายกว่าการกินยาทีละตัวที่แพทย์สั่ง
เมื่อแพทย์หรือเภสัชกรจ่ายยา จะมีการประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคลก่อน เช่น อายุ ประวัติโรคกระเพาะ ยาอื่นที่ใช้อยู่ และเลือกขนาดที่เหมาะสม รวมถึงพิจารณายาปกป้องกระเพาะร่วมด้วยในกลุ่มเสี่ยง แต่ยาชุดข้ามขั้นตอนเหล่านี้ทั้งหมด
⭐ ความเสี่ยงของยาชุดจึงมาจากหลายจุดพร้อมกัน:
- ไม่รู้ว่ากินอะไร — ผู้ซื้อไม่ทราบชนิดและขนาดยาที่แท้จริง จึงไม่สามารถระวังตัวได้
- ได้ยาซ้ำซ้อน — อาจได้ยาแก้ปวดที่ออกฤทธิ์แบบเดียวกันหลายตัวรวมกันเกินขนาด
- สเตียรอยด์ที่ซ่อนอยู่ — ทำให้รู้สึกหายปวด/หายบวมเร็วจนเข้าใจผิดว่า "ยาดี" และกินต่อเนื่อง ซึ่งยิ่งเพิ่มความเสี่ยงทั้งต่อกระเพาะและผลข้างเคียงอื่น ๆ
- ไม่มีใครประเมินความเสี่ยงรายบุคคล โดยเฉพาะกลุ่มที่เปราะบางอยู่แล้ว
ใครที่กินยาชุดแล้วเสี่ยงต่อกระเพาะเป็นพิเศษ
📊 กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อแผลในกระเพาะจากยากลุ่มนี้สูงกว่าคนทั่วไป ได้แก่ ผู้สูงอายุ (โดยเฉพาะมากกว่า 65 ปี) ผู้ที่เคยมีประวัติแผลในกระเพาะหรือเลือดออกในทางเดินอาหาร และผู้ที่ใช้ยาอื่นร่วม เช่น ยาละลายลิ่มเลือดหรือแอสไพริน (Piper et al., 1991)
⭐ ที่น่ากังวลคือ ผู้สูงอายุมักเป็นกลุ่มที่ซื้อยาชุดมากินเองบ่อยที่สุด เพราะมีอาการปวดเมื่อยเรื้อรังและต้องการความสะดวก จึงเป็นการนำกลุ่มที่เสี่ยงสูงอยู่แล้วมาเจอกับยาที่อันตรายต่อกระเพาะที่สุดพอดี หากมีสัญญาณเตือน เช่น ปวดท้อง อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระสีดำ ควรพบแพทย์ทันที — อ่านเพิ่มที่ ปวดท้องแบบไหนต้องไปหาหมอ
ถ้าปวดเรื้อรัง ควรทำอย่างไรแทนการซื้อยาชุด
สิ่งที่ปลอดภัยกว่าคือการหาสาเหตุของอาการปวด แทนการกดอาการด้วยยาที่ไม่รู้ที่มา
- ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อให้ประเมินว่าอาการมาจากอะไร และเลือกยาที่เหมาะกับความเสี่ยงของเราจริง ๆ
- ซื้อยาจากร้านขายยาที่มีเภสัชกร และแจ้งโรคประจำตัว/ยาที่ใช้อยู่ทุกครั้ง
- ระวังผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาว่าหายเร็วผิดปกติ เพราะอาจมีสเตียรอยด์ลอบผสม สามารถตรวจสอบเลขทะเบียนได้ที่เว็บไซต์ อย. หรือแจ้งเบาะแสสายด่วน อย. 1556
- หากปวดเมื่อยเรื้อรัง อาจมีสาเหตุที่ต้องดูแลระยะยาว การพึ่งยาชุดเป็นประจำจึงเป็นการซ่อนปัญหาไว้ ไม่ใช่การแก้ที่ต้นเหตุ
⭐ มุมมองจากแพทย์: ยาแก้ปวดและสเตียรอยด์ไม่ใช่ "ยาที่ต้องกลัว" เมื่อใช้ถูกวิธีภายใต้การดูแล แต่สิ่งที่อันตรายคือการใช้ยาเหล่านี้แบบ "ไม่รู้ว่าใช้อะไรอยู่" ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของยาชุด การรู้ว่ากินยาอะไรเข้าไป คือด่านแรกของการดูแลกระเพาะให้ปลอดภัย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: กินยาชุดแค่ครั้งสองครั้งเป็นอันตรายต่อกระเพาะไหม? A: ความเสี่ยงต่อแผลในกระเพาะมักสัมพันธ์กับการใช้ต่อเนื่อง ขนาดสูง หรือใช้ในกลุ่มเสี่ยง (Piper et al., 1991) การกินเป็นครั้งคราวในคนไม่มีปัจจัยเสี่ยงมีความเสี่ยงต่ำกว่า แต่เนื่องจากยาชุดไม่ระบุว่ามีตัวยาอะไรและปริมาณเท่าไร จึงไม่มีทางประเมินความปลอดภัยได้จริง ทางที่ดีที่สุดคือเลี่ยงและปรึกษาเภสัชกร
Q: ยาชุดที่กินแล้ว "หายปวดเร็ว" แปลว่าเป็นยาดีหรือเปล่า? A: การหายปวดหรือหายบวมเร็วผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณว่ามีสเตียรอยด์ลอบผสมอยู่ ซึ่ง อย. เคยตรวจพบในยาชุดหลายรายการ (อย., 2565) การรู้สึกดีขึ้นเร็วไม่ได้แปลว่าปลอดภัย และการกินต่อเนื่องยิ่งเพิ่มความเสี่ยงทั้งต่อกระเพาะและผลข้างเคียงอื่น
Q: สเตียรอยด์อย่างเดียวไม่ได้กัดกระเพาะแรงเท่า NSAIDs จริงไหม? A: มีข้อมูลว่าสเตียรอยด์เดี่ยว ๆ ก่อแผลได้น้อยกว่าและมักต่อเมื่อใช้นานและขนาดสูง (Guslandi, 2013) แต่เมื่อใช้ร่วมกับ NSAIDs ซึ่งเป็นสิ่งที่พบบ่อยในยาชุด ความเสี่ยงจะเสริมกันจนสูงกว่าการใช้อย่างใดอย่างหนึ่งมาก (Piper et al., 1991)
Q: จะรู้ได้อย่างไรว่าผลิตภัณฑ์มีสเตียรอยด์ลอบผสม? A: ผู้บริโภคทั่วไปตรวจเองไม่ได้ด้วยตาเปล่า แต่สามารถลดความเสี่ยงได้โดยหลีกเลี่ยงยา/ผลิตภัณฑ์ที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริงหรือหายเร็วผิดปกติ ซื้อจากร้านที่มีเภสัชกร และตรวจสอบเลขทะเบียนที่เว็บไซต์ อย. หรือโทรสายด่วน อย. 1556
อ่านต่อ
- กินยาแก้ปวดแล้วปวดท้อง NSAIDs ทำร้ายกระเพาะยังไง — กลไกที่ NSAIDs ทำลายเกราะกระเพาะโดยละเอียด
- เกราะกระเพาะ 3 ชั้นคืออะไร ทำไมพังแล้วแสบ — ระบบป้องกันตัวเองของกระเพาะที่ยาเหล่านี้ไปทำลาย
- ปวดท้องแบบไหนต้องไปหาหมอ — สัญญาณอันตรายที่ต้องรู้
แหล่งอ้างอิง
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.). เตือนอันตราย (ยาชุด) หมอยาเภสัช ลอบใส่สเตียรอยด์ เสี่ยงร่างกายพัง. 15 พฤศจิกายน 2565. https://cemc.fda.moph.go.th/press-release/pr-6
- Piper JM, Ray WA, Daugherty JR, Griffin MR. Corticosteroid Use and Peptic Ulcer Disease: Role of Nonsteroidal Anti-inflammatory Drugs. Ann Intern Med 1991;114(9):735-740. https://www.acpjournals.org/doi/abs/10.7326/0003-4819-114-9-735
- Guslandi M. Steroid ulcers: Any news? World J Gastrointest Pharmacol Ther 2013;4(3):39-40. https://www.wjgnet.com/2150-5349/full/v4/i3/39.htm
- Sinha M, Gautam L, Shukla PK, Kaur P, Sharma S, Singh TP. Current Perspectives in NSAID-Induced Gastropathy. Mediators of Inflammation 2013;2013:258209. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC3610380/
- สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). คุมเข้มยาอันตราย กลุ่ม NSAID. https://www.thaihealth.or.th/
ข้อความกำกับ เนื้อหานี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำของแพทย์ได้ ไม่ควรซื้อยาชุดหรือยาแก้ปวดมากินเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้มีประวัติโรคกระเพาะ หรือผู้ที่ใช้ยาประจำ หากมีอาการผิดปกติ เรื้อรัง หรือรุนแรง เช่น ปวดท้องมาก อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระสีดำ ควรพบแพทย์ทันที